พลิกโฉมชัยนาทสู่เมืองเกษตรอัจฉริยะด้วยการจัดการทางสังคมและเทคโนโลยี IoT

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ธิอิ่น และคณะ สรุปเรียบเรียงจากโครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนากระบวนการจัดการทางสังคมเพื่อประกอบสร้างเทคโนโลยี IOT สำหรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรพื้นที่ศึกษาจังหวัดชัยนาท สนับสนุนทุนวิจัย โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.

พลิกโฉมชัยนาทสู่เมืองเกษตรอัจฉริยะด้วยการจัดการทางสังคมและเทคโนโลยี IoT

บทนำและหลักการและเหตุผล

ประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยพึ่งพารายได้หลักจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและผลผลิตทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย Thailand 4.0 จึงเกิดความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การเกษตรสมัยใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แนวทางนี้ได้ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงมิติของการท่องเที่ยวเข้ากับการเกษตร กลายเป็น "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ทางด้านจังหวัดชัยนาท ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย จึงได้รับการผลักดันตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้มุ่งเน้นการพัฒนาจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ธิอื่น จึงได้ดำเนินโครงการวิจัยนี้ขึ้น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวิจัย

โครงการวิจัยนี้กำหนดเป้าหมายหลักไว้ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อพัฒนาทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมของสังคมเกษตรกรรมจังหวัดชัยนาท ให้เกิดมูลค่าเพิ่มและรายได้ในรูปแบบการให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประการที่สอง เพื่อสร้างเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และประการสุดท้าย เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีกลไกและการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเชิงเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญคือ การสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 15 เมื่อสิ้นสุดโครงการ

วิธีดำเนินการวิจัย

คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ร่วมกับการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยเริ่มต้นจากการศึกษาทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) จากนั้นจึงจัดกระบวนการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) จำนวน 3 ครั้ง กับกลุ่มตัวแทนเครือข่ายภาคเกษตรกร ภาคการท่องเที่ยว และภาครัฐ เพื่อยืนยันข้อมูลทุนทางสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังมีการใช้แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคาดหวังและพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการในรูปแบบค่ายเยาวชน เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาระบบเทคโนโลยี IoT

ผลการวิจัยและความก้าวหน้า

ในด้านการพัฒนาทุนทางสังคม คณะผู้วิจัยสามารถสรรหาและคัดเลือกนวัตกรชุมชนได้ถึง 12 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 10 คน ในส่วนของการสำรวจพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อหลัก (Core Bridge) ระหว่างเกษตรกรและนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ลำดับความสำคัญในการใช้แพลตฟอร์มอื่นมีความแตกต่างกัน โดยกลุ่มเกษตรกรนิยมใช้แอปพลิเคชัน Line เป็นอันดับ 2 เพื่อเป็นเครื่องมือจัดการธุรกิจ รับออเดอร์ และตอบคำถาม ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวนิยมใช้ YouTube เป็นอันดับ 2 ในฐานะแหล่งสร้างแรงบันดาลใจเพื่อดู Vlog แนะนำสถานที่ก่อนตัดสินใจเดินทาง

ทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี IoT และ Web Application โครงการมุ่งเน้นการยกระดับเทคโนโลยีจาก TRL 2 ไปสู่ TRL 6 เพื่อให้ได้ต้นแบบระบบที่สามารถใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ระบบที่พัฒนาครอบคลุมทั้งการทำเกษตรอัจฉริยะในแปลงโล่งและการปลูกพืชไฮโดรออแกนิกส์ในโรงเรือนปิด พร้อมทั้งพัฒนาระบบ Web Application ภายใต้ชื่อ www.agrotravel.net เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูล อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการพัฒนาพบอุปสรรคสำคัญคือ ระดับความรู้ด้านเทคนิคของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับระดับการยอมรับนวัตกรรมของเกษตรกรและนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน คณะผู้วิจัยจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยงดเว้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI (ปัญญาประดิษฐ์) แล้วหันมาปรับใช้เทคโนโลยีให้มีความเรียบง่ายและเหมาะสมกับบริบทสังคมเกษตรกรรมในพื้นที่แทน

แม้การพัฒนาเทคโนโลยีจะพบความท้าทาย แต่ในด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกลับประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โครงการสามารถจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดชัยนาทได้สำเร็จก่อนกำหนด โดยมีภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมลงนามอย่างยิ่งใหญ่รวมทั้งสิ้น 114 หน่วยงาน ยิ่งไปกว่านั้น ที่ประชุมภาคีเครือข่ายยังมีมติสำคัญในการเตรียมยกระดับเครือข่ายให้เป็น "วิสาหกิจเพื่อสังคม" (Social Enterprise) ซึ่งจะเป็นกลไกที่สร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

บทสรุปและก้าวต่อไปของโครงการ

โครงการวิจัย "การพัฒนากระบวนการจัดการทางสังคมเพื่อประกอบสร้างเทคโนโลยี IOT สำหรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรพื้นที่ศึกษาจังหวัดชัยนาท" มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 20 เมษายน 2569 ปัจจุบันโครงการได้เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายและใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วในเดือนเมษายน 2569 นี้ โดยแผนงานในระยะสุดท้าย คณะผู้วิจัยกำลังเร่งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้เสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปสู่การทดสอบระบบผ่านกิจกรรม "ทัวร์จำลอง" รวมถึงการประเมินความคุ้มค่าทางการลงทุน (ROI) และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ในพื้นที่จริง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมพลังเครือข่ายกว่าร้อยหน่วยงาน หรือการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ล้วนเกิดจากความทุ่มเทของคณะผู้วิจัยและพี่น้อง "นวัตกรชุมชน" ทั้ง 12 ท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนชุมชนของตนเอง จึงขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมส่งกำลังใจให้แก่ทีมนักวิจัยและนวัตกรชุมชนของจังหวัดชัยนาท ให้สามารถผลักดันโครงการนี้จนบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้สำเร็จ และทุกท่านสามารถร่วมติดตามความก้าวหน้า ข่าวสาร กิจกรรมทัวร์จำลอง ตลอดจนผลการดำเนินงานของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดชัยนาท ได้ที่เว็บไซต์ www.agrotravel.net มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและวิถีเกษตรไทยไปด้วยกัน!